A.Lange
& Sohne
Lange 31
สุดยอดแบรนด์เชื้อสายอินทรีเหล็ก ที่สร้างกระแสความต้องการจากผู้ที่หลงใหลในศาสตร์แห่งประติมากรรมบอกเวลาระดับพรีเมียร์อย่าง
"เอ. ลังเง แอนด์ โซเน" (A.Lange & Sohne) เน้นหนักในการรังสรรค์ผลงานสุดคลาสสิกผสมผสานกับกลไกการทำงานอันสลับซับซ้อน
กลับมาในคราวนี้นำเสนอผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของทีมช่างผู้ประดิษฐ์
ด้วยสมองกลเครื่องใหม่ล่าสุดที่สามารถบรรจุพลังงานสำรองลานได้ยาวนานถึง 31
วัน ซึ่งถือเป็นขีดสุดของกลไกบอกเวลาที่ประวัติศาสตร์มนุษย์เคยบันทึกไว้ กับรุ่น
"ลังเง 31" (Lange 31)
 |
ทะลายกำแพงแห่งความเป็นเลิศของจักรกลบอกเวลาทั่วไปด้วยกลไกไขลาน
คาลิเบอร์ L034.1 ที่ผ่านขั้นตอนการออกแบบจากทีมวิศวกรภายในห้องแลปชั้นหนึ่งของโลกส่งผ่านไปยังช่างนาฬิกาผู้ชำนาญรังสรรค์ด้วยมือตลอดทุกขั้นตอน
เดินด้วยรอบความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง เก็บสะสมพลังงานสำรองผ่านกระปุกลานแบบคู่ยาวนานถึง
744 ชั่วโมงหรือ 1 เดือนเต็ม บรรจุในตัวเรือนทรงกลมสุดคลาสสิกขนาด 46.0 มิลลิเมตร
ผลิตจากแพลทินั่มวัสดุแสนล้ำค่า แสดงชั่วโมงและนาทีผ่านเข็มชี้กลางหน้าปัดสีเงิน
แยกแสดงวินาทีผ่านหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา บ่งบอกถึงการเป็นเรือนเวลาร่วมสมัยที่นำเอาความคลาสสิกของนาฬิกาพกมาเติมความโดดเด่นได้อย่างกลมกลืน
สะกดทุกสายตาด้วยช่องหน้าต่างแบบคู่ขนาดใหญ่แสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 10 นาฬิกา
เหนือชั้นด้วยมาตรวัดระดับพลังงานสำรองลานซึ่งมาพร้อมสเกลที่เตรียมไว้ถึง
31 วันบนด้านขวาของแกนเข็มกลาง ฝาหลังเผยให้เห็นกลไกการทำงานที่คัดแต่งลวดลายได้อย่างประณีต
พร้อมทั้งสลักทรงสี่เหลี่ยมสำหรับการไขขึ้นลานด้วยอุปกรณ์เฉพาะตัว นับเป็นมิติใหม่ของเครื่องบอกเวลาที่
A.Lange & Sohne บรรจงรังสรรค์ขึ้น เข้าคู่ตัวเรือนสุดคลาสสิกมาพร้อมกับสายหนังจระเข้ชั้นเยี่ยมประกอบกับตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดวัสดุเดียวกับตัวเรือน
BELL
& ROSS
Br01- Instrument Tourbillon
"เบลล์
แอนด์ รอสส์" (Bell & Ross) ผู้ผลิตเครื่องบอกเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเรื่องการออกแบบอันยอดเยี่ยม
อีกทั้งยังได้การตอบรับเป็นอย่างดีในเรื่องของคุณภาพ เปิดตัวสมาชิกรุ่นใหม่ล่าสุด
"บีอาร์ 01 อินสตรูเม้นท์ ตูร์ปิญอง" (BR 01 Instrument Tourbillon)
ที่เรียกเสียงฮือฮาจากท่านสุภาพบุรุษหัวใจสปอร์ตสุดขั้ว และชื่นชอบในนวัตกรรมอัจฉริยะที่พกพาความซับซ้อนมาแบบเต็มพิกัด
อีกหนึ่งความเป็นเลิศที่การันตีได้ถึงความเป็นผลงานเครื่องบอกเวลาชั้นสูงที่โลกต้องตะลึง
 |
ขับเคลื่อนพลังเปี่ยมสมรรถนะด้วยกลไกไขลานตูร์ปิญอง
ที่ผ่านการออกแบบอย่างล้ำสมัย ด้วยการนำวัสดุสุดไฮเทค "คาร์บอน ไฟเบอร์"
ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในวงการรถแข่งและการบิน ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา
มาเป็นฐานของจักรกล (Mainplates) เติมแต่งความล้ำค่าด้วยกรงตูร์ปิญองที่รังสรรค์ขึ้นจากทองสีดำ
สะสมพลังงานสำรองลาน 120 ชั่วโมง สะดุดตากับตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบสีดำทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส
ไซส์ XXL ขนาดใหญ่มหึมาถึง 46.0 มิลลิเมตร ที่ได้แนวคิดจากเกจ์วัด (Dash
Board) ของเครื่องบินรบสมรรถนะ ขอบตัวเรือนตกแต่งด้วยสกรูทั้งสี่มุม อวดโฉมขีดสุดแห่งกลไกบอกเวลา
"ตูร์ปิญอง" ผ่านช่องหน้าต่างที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา แยกแสดงชั่วโมงผ่านหน้าปัดย่อยแบบ
"เร็กกูเลเตอร์" ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา, บอกค่าของนาทีผ่านเข็มยาวกลางหน้าปัด
บวกความซับซ้อนด้วยมาตรวัดระดับความเที่ยงตรงของจักรกล (Trust index) ที่ตำแหน่ง
3 นาฬิกา พร้อมบอกระดับพลังงานสำรองด้วยมาตรวัดที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกคริสตัล
แซพไฟร์ ฝาหลังเผยให้เห็นความยอดเยี่ยมของกลไกที่ผ่านการขัดแต่ง ป้องกันน้ำลึก
100 เมตร พร้อมรับทุกสถานการณ์ด้วยสายยางอย่างดีประกอบตัวล็อคแบบหัวเข็มขัด
และมีให้เลือกด้วยสายหนังจระเข้สุดคลาสสิก เพิ่มความล้ำค่าด้วยการผลิตในแบบจำนวนจำกัด
ARNOLD & SON
MODEL : Grand Tourbillon Perpetual
"อาร์โนลด์ แอนด์ ซัน" (Arnold
& Son) ผู้ผลิตเครื่องบอกเวลาคุณภาพสูงจากเกาะอังกฤษ ที่รังสรรค์ประดิษฐกรรมบอกเวลาเรือนโตโดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์
และเทคโนโลยีกลไกอันสลับซับซ้อน บอกเวลาได้อย่างเที่ยงตรงพร้อมฟังก์ชั่นสำหรับนักเดินทาง
สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับแวดวงคนรักนาฬิกาทั่วโลกมาตลอดระยะเวลากว่า 14
ทศวรรษ ในคราวนี้ส่งผลงานชั้นเยี่ยมที่มาพร้อมกับขีดสุดของศิลปะแห่งกลไกแสดงเวลา
ผนวกกับฟังก์ชั่นอัจฉริยะ "แกรนด์ ตูร์ปิญอง เพอร์เพทชัวร์" (Grand
Tourbillon Perpetual)
 |
เต็มสรรถนะด้วยกลไกตูร์ปิญองไขลาน A1768 พ่วงมาด้วย "ตูร์ปิญอง"
อีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เลิศหรูด้วยตัวเรือนทองชมพู 18K ทรงกลมขนาด
45.0 มิลลิเมตร พื้นหน้าปัดสีดำเติมความงามสง่าด้วยการขัดแต่งลวดกโยเช่ในรูปแบบเฉพาะตัว
สะดุดตากับ "กรงตูร์ปิญอง" ที่คิดค้นโดยบิดาแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลา
"อับราฮัม หลุยส์ บริเกต์" เมื่อกว่าสองร้อยปีที่แล้ว ซึ่งทำงานได้อย่างเที่ยงตรงสามารถก้าวผ่านอุปสรรคแรงโน้มถ่วงของโลก
ที่มีผลกระทบต่อชิ้นส่วนจักรกลนาฬิกาโดยตรง แสดงฟังก์ชันปฏิทินถาวรบอก วันที่,
วันประจำสัปดาห์ และเดือน ผ่านเข็มแบบรีโทรเกรดหน้าปัดย่อยทรงพัดคลี่, ช่องหน้าต่าง
ที่ ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา บอกปีอธิกสุรทินหรือปีที่มี 366 วันผ่านหน้าปัดย่อยด้านบนของฝาหลัง
อวดการบอกเวลาแบบจันทรคติด้วยหน้าปัดย่อยครึ่งวงกลมที่ด้านล่าง ถึงขีดสุดของกลไกสุดสลับซับซ้อนด้วยฟังก์ชั่นสมการเวลา
(Equation of Time) แสดงการคำนวณค่าความต่างของเวลาสมมุติฐานที่ใช้ทั่วไปกับเวลาจริงที่ดวงอาทิตย์โคจรตรงเส้นศูนย์สูตร
(จุดสูงสุดของดวงอาทิตย์ ตั้งฉากกับพื้นโลก) ด้วยช่องหน้าต่างเหนือแกนเข็มกลาง
กระจกคริสตัล แซพไฟร์ทรงโค้งทั้งสองด้าน กันน้ำลึก 50 เมตร เติมความคลาสสิกด้วยสายหนังจระเข้ชั้นเยี่ยมสีดำประกอบกับตัวล็อคแบบบานพับวัสดุเดียวกับตัวเรือน
เพิ่มความล้ำค่าด้วยการผลิตในแบบจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือนเท่านั้น และยังมีให้เลือกสรรในตัวเรือนทองคำขาวที่ผลิตในจำนวนเท่ากัน
Daniel
Roth
Tourbillon Lumiere
"แดเนียล รอธ" (Daniel Roth) แบรนด์เครื่องบอกเวลาระดับสูงหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มบุลการี
โดดเด่นด้วยรูปทรงตัวเรือนอันเป็นเอกลักษณ์ผสมผสานกับกลไกการทำงานอันสลับซับซ้อน
สามารถเรียกความสนใจจากเหล่าบรรดาผู้ที่ชื่นชอบในมนต์เสน่ห์แห่งเครื่องบอกเวลา
ตอกย้ำความสำเร็จอย่างท้วมถ้นเมื่อปี ที่ผ่านมาด้วยการส่งผลงานรุ่น "ตูร์บิญอง
ลูมิแยร์" (Tourbillon Lumiere) จากคอลเลกชั่น "Masters Grandes
Complications" ที่เน้นการผลิตกลไกอันซับซ้อน
 |
สั่งการด้วยกลไกไขลานตูร์บิญอง คาลิเบอร์ M054-DR 780 เดินด้วยรอบความถี่
21,600 ครั้งต่อชั่วโมง สะสมพลังงานสำรองลาน 64 ชั่วโมง ประดับทับทิมสังเคราะห์ลดแรงเสียดทานและกันกระแทก
22 เม็ด ล้ำค่าด้วยตัวเรือนผลิตจากทองชมพู 18K รูปทรงเฉพาะตัวเล่นระดับที่ขอบตัวเรือนเพิ่มมิติความสง่างามสุดคลาสสิก
ขนาด 44.0 X 41.0 สะกดทุกสายตาด้วยหน้าปัดแบบเปลือยใส (Skeleton) อวดโฉมกลไกการทำงานที่ขัดแต่งลวดลายอย่างตระการตาซึ่งทุกชิ้นส่วนรังสรรค์ขึ้นด้วยทองชมพูจากฝีมือของช่างนาฬิกาฝีมือชั้นเซียน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรง "ตูร์บิญอง" จุดสูงสุดแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาชั้นสูงบริเวณตำแหน่ง
6 นาฬิกา แสดงค่าเวลาแบบสองเข็มบอกชั่วโมงและนาทีผ่าน "เข็มชี้บลูสตีล"
ที่ผ่านกรรมวิธีเข้มงวดหลายขั้นตอน กระจกคริสตัล แซพไฟร์ป้องกันลอยขีดข่วนและแสงสะท้อน
เติมแต่งความซับซ้อนด้วยฝาหลังแสดงมาตรวัดระดับพลังงานสำรองลาน มาพร้อมกับสายหนังจระเข้ชั้นเยี่ยมเย็บตะเข็บด้วยมืออย่างพิถีพิถันพร้อมตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดวัสดุเดียวกับตัวเรือน
กันน้ำลึก 30 เมตร เปี่ยมล้นคุณค่าด้วยการผลิตในแบบจำกัดจำนวน 50 เรือนสำหรับปี
2007
BREGUET
Grande Complication Tourbillon Messidor
เจ้าแห่งตำนานประดิษฐ์กรรมเครื่องบอกเวลาอย่าง
"Breguet" (บริเกต์) ที่นำเสนอผลงานเครื่องบอกเวลาเรือนเด่นที่โลดแล่นอยู่ในยุทธจักรแห่งนี้มาเป็นเวลายาวนานกว่า
232 ปี จากการก่อตั้งของบิดาแห่งการประดิษ์นาฬิกา "อับราฮัม หลุยส์
บริเกต์" (Abraham Louis Breguet) การกลับมาในครั้งนี้ส่งผลงานเรือนเด่นที่มาต่อยอดความยิ่งใหญ่ตลอดกาล
"แกรนด์ คอมพลิเคชั่น ตูร์ปิญอง เมสสิดอร์" (Grande Complication
Tourbillon Messidor)
 |
โชว์ศักยภาพเต็มพลังด้วยกลไกตูร์ปิญองไขลาน คาลิเบอร์ 558 SQ2 ขับเคลื่อนด้วยรอบความถี่
18,000 ครั้งต่อชั่วโมง สะสมพลังงานสำรองลานนาน 50 ชั่วโมง มาพร้อมการปรับความเที่ยงตรง
6 ตำแหน่ง เรียบหรูภูมิฐานด้วยตัวเรือนทรงกลมขนาดเหมาะข้อมือ 40.0 มิลลิเมตร
ผลิตจากวัสดุแสนงดงามทองชมพู 18K พื้นหน้าปัดเปลือยใส (Skeleton) แสดงรายละเอียดของกลไกการทำงานที่ขัดแต่งด้วยฝีมือของศิลปินผู้เชี่ยวชาญ
ที่ตำแหน่ง 6 อวดโฉมความเป็นเลิศของจักรกลตูร์ปิญอง ความมหัศจรรย์ของโลกแห่งเรือนเวลา
สามารถแสดงเวลาได้อย่างเที่ยงตรง ปราศจากอุปสรรคแรงโน้มถ่วงโลกที่กระทบกับการทำงานของกลไกบอกเวลาโดยตรง
แสดงเวลาชั่วโมงและนาทีแผ่นเข็มบลูสตีลคู่รูปทรงอันเป็นไอคอนของแบรนด์ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนถึงจะได้ความงดงามสมบูรณ์แบบเช่นนี้
เพิ่มความเลิศหรูด้านข้างตัวเรือนด้วยการเซาะร่องไว้อย่างบรรจงเป็นอีกหนึ่งความเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใคร
ปกป้องความล้ำค่าด้วยกระจกคริสตัลแซพไฟร์ไร้รอยขีดข่วนและแสงสะท้อนทั้งสองด้าน
ฝาหลังยังเผยความเป็นที่สุดของผลงานความละเอียดสูงด้วยการแสดงจักรกลการทำงานที่เคลื่อนไหวอย่างมีชีวิต
ป้องกันน้ำลึก 30 เมตร โอบล้อมข้อมือด้วยสายหนังจระเข้ชั้นเยี่ยมสีน้ำตาลเดินด้ายโทนสีเดียวกัน
อีกทั้งยังมีให้เลือกในแบบตัวเรือนแพลทินั่มทรงคุณค่า
VACHERON
CONSTANTIN
Metiers d' Art "Les Masques"
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่สำหรับการเฉลิมฉลองครบรอบ
250 ปีแห่งเกียรติภูมิของแบรนด์ "วาเชอรอง คอนสตองแตง" (Vacheron
Constantin) ซึ่งตอกย้ำถึงการเป็นค่ายผู้ผลิตระดับตำนาน การกลับมาคราวนี้ยังแสดงฝีไม้ลายมือชั้นพระกาฬให้ชาวนาฬิกาทั่วทั้งโลกได้ประจักษ์อีกครั้ง
ด้วยการนำเสนอผลงานที่รังสรรค์ด้วยความท้าทาย "Metiers d' Art "Les
Masques" ศิลปะบนข้อมือที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้ก่อตั้งแบรนด์ "ฟรังค์ซัว
คอนสตองแตง" ซึ่งเคยเดินทางไปสำรวจแหล่งอารยธรรมหลากหลายทั่วโลก
 |
โดยเมื่อปี 1820 เขาได้ข้ามทวีปไปเยือนแดนมังกรเพื่อขยายตลาดนาฬิกาของเขา
หลังจากนั้นตลอดช่วงระยะเวลานับสิบปีสุภาพบุรุษท่านนี้ยังไปเยือนดินแดนอีกมากมายรอบโลก
ซึ่งเขาได้กล่าวว่านอกจากนาฬิกาเป็นความมหัศจรรย์ที่มนุษย์ได้รังสรรค์ขึ้นแล้ว
ยังเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมวัฒนธรรมที่สามารถทำให้ผู้คนจากซีกโลกต่างๆ มีความแน่นแฟ้นสามัคคี
แนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานมาสเตอร์พีซคอลเลคชั่นนี้
ทางแบรนด์ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามในศิลปะแบบดั้งเดิมของเหล่ามวลมนุษยชาติจากแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ทุกทวีป
โดยใช้จิตวิญญาณที่ซ้อนเร้นอยู่ในตัว "หน้ากาก" เป็นสื่อกลางในการนำเสนอ
และได้เลือกสรรหน้ากากที่โดดเด่นจำนวน 12 ชิ้นจากพิพิธภัณฑ์ "Barbier
- Muller" ซึ่งได้เก็บรวบรวมศิลปะโบราณที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
โดยหน้ากาก 12 ชิ้นนี้จะถูกนำมาเป็นตัวอย่าง
ให้ช่างแกะสลักทองคำฝีมือชั้นครูได้เทียบ เพื่อผลิตผลงานเลียนแบบที่ลดขนาดสัดส่วนให้เล็กลง
โดยประติมากรรมนูนต่ำชิ้นใหม่นี้จะนำไปวางลงบนกึ่งกลางของหน้าปัดนาฬิกาอย่างละเมียดละไม
ซึ่งผลงานที่สมบูรณ์แบบทุกเรือนต้องใช้เวลายาวนานนับพันชั่วโมง ซึ่งเป็นเหตุผลที่หน้ากากทั้ง
12 ชิ้นนี้ จะต้องใช้เวลายาวนานถึง 3 ปี โดยแต่ละปีจะถูกส่งออกมาในแบบจำนวนจำกัดเพียง
25 เซ็ต ซึ่งในแต่เซ็ตจะบรรจุไว้ด้วยหน้ากาก 4 แบบ
ในปี 2007 ส่งผลงานชุดแรกซึ่งรวบรวมหน้ากากไว้
4 รูปแบบ ได้แก่ "หน้ากากจีน" (Mask China), "หน้ากากอลาสกา
(Mask Alaska), "หน้ากากคองโก" (Mask Congo) และ "หน้ากากอินโดนีเซีย"
(Mask Indonesia) ซึ่งทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ VC 2460 ที่ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถันจนได้รับการรับรองด้วยเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจ
"Poincon de Geneva" เดินด้วยรอบความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง
สะสมพลังงานสำรองลานยาวนานมากกว่า 40 ชั่วโมง บรรจุอยู่ในตัวเรือนทรงกลมขนาด
40.0 มิลลิเมตร แสดงเวลาผ่านช่องหน้าต่างแสดงเวลาทั้งสี่มุมรอบขอบหน้าปัด
บอกค่าชั่วโมง, นาที, วันที่และวันประจำสัปดาห์ กระจกคริสตัล แซพไฟร์ทั้งสองด้าน
ฝาหลังอวดโฉมกลไกที่งดงาม กันน้ำลึก 30 เมตร เข้าคู่มาพร้อมกับสายหนังจระเข้ชั้นเยี่ยมเดินด้ายด้วยฝีมือช่างประกอบกับตัวล็อคแบบบานพับวัสดุเดียวกับตัวเรือน
Mask
China
 |
หน้ากากจากประเทศจีน
ซึ่งคาดว่าเป็นศิลปะในยุคราชวงษ์เหลียวประมาณปี ค.ศ. 907 - 1125 ถูกค้นพบในบริเวณหลุมพระศพของเชื้อพระวงษ์ยุคโบราณ
จึงถูกขนานนามว่าเป็น "หน้ากากมรณะ" (Death Mask) ความงดงามของศิลปะอันน่าค้นหาชิ้นนี้เป็นสิ่งสวยงามที่บริสุทธิ์เกลี้ยงเกลา
ด้วยเส้นสายองค์ประกอบที่คล้องจองได้สมมาตรไว้อย่างงดงาม รูปใบหน้าที่ดูสมบูรณ์ดวงที่ปิดคล้ายกับคนซึ่งอยู่ในภวังค์อันสงบเงียบ
แต่แฝงไว้ด้วยพลังที่ซ้อนเร้นอยู่ภายในแผ่ออกมา เป็นแรงดึงดูดให้ชวนระลึกถึงชีวิตหลังความตาย
ซึ่งเป็นปรัชญาของชนชาติจีนโบราณ หน้ากากและตัวเรือนผลิตจากทอง 18K สะท้อนถึงความสูงส่งของความยิ่งใหญ่และราชบัลลังก์
Mask
Alaska
 |
Tlingit
ชนเผ่าพื้นเมืองของฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความสามารถในเชิงช่างที่มีพรสวรรค์และอดทน
หน้ากากชิ้นนี้ประดับขนม้าที่ส่วนบน โดยผู้ที่สวมหน้ากากนี้จะเป็นผู้ที่มีอำนาจเวทมนตร์ที่จะทำหน้าที่ปัดเป่า
ภยันอันตรายเหนือพลังธรรมชาติต่างออกจากชุมชน และรักษาอาการเจ็บป่วยให้กับชาวบ้าน
ซึ่งอยู่ในช่วงศตวาาษที่ 19 ซึ่งตัวหน้ากากของจริงตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์
American - Indians ในมหานครนิวยอร์ค ความทรงพลังของหน้ากากชิ้นนี้ถูกบรรจุอยู่ในตัวเรือนนาฬืกาที่ผลิตจากทองคำขาว
Mask
Congo
 |
หน้ากากที่มีชื่อเสียงที่สุดของทวีปแอฟริกา
และเป็นตัวอย่างของศิลปะชั้นเลิศของงานแกะสลักบนโลก และได้เป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะที่ถูกสะสมไว้ในสถาบันที่มีชื่อเสียงอย่าง
Museum of Modern Art หรือ (MOMA) โดยเชื่อกันว่าในครั้งอดีตหน้ากากชิ้นนี้สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับสุดยอดศิลปิน
"ปิกัสโซ่" สร้างสรรค์ผลงานชื่อก้องโลกมาแล้ว ความโดดเด่นของผลงานชิ้นนี้อยู่ที่ดวงตาที่โค้งเว้า
ปากที่ยื่นออกมากว่าปกติ และสันจมูกสามเหลี่ยมที่แบนราบ Vacheron Constantin
ใส่ความขลังของหน้ากากลงบนหน้าปัดของตัวเรือนแพลทินั่มแสนล้ำค่า
Mask
Indonesia
 |
Wayong
Topeng หน้ากากละครของชาวชวา สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะพิเศษต่างๆ ทรงผมที่ดูมีมิติ
เครื่องประดับบ่งบอกถึงบรรดาศักดิ์อันมั่งคั่ง ความปราณีตของรายละเอียดการแกะสลัก
ความอ่อนช้อยของลวดลาย ซึ่งเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวอินโดนีเซีย ซึ่งการแสดงละครหน้ากาก
Wayong Topeng นักแสดงจะยึดหน้ากากนี้ด้วยการคาบแผ่นยางที่ติดอยู่บริเวณปากของผู้แสดง
โดยไม่ต้องพูดบทซึ่งจะยกหน้าที่นี้ให้แก่ผู้พากย์ที่จะบอกเล่าเรื่องราวด้วยจังหวะที่เร้าใจ
สเนห์แห่งโลกมายานี้ถูกบรรจุลงในตัวเรือนทองชมพูเสริมความงดงามได้อย่างไร้ที่ติ
|