โหดล่ามาแรง กับ “MITSUBISHI LANCER EVOLUTION IX”
ฉบับที่
103 ปรับปรุงข้อมูลวันที่ : 7/7/2548 10:13:37
คอลัมน์
TRICK TEST
เรื่อง
ภาพ
-


โหดล่ามาแรง กับ “MITSUBISHI LANCER EVOLUTION IX”
เพิ่มเขี้ยวเล็บด้วยระบบ “MIVEC” และอื่นๆ อีกมากมาย

เปลี่ยนแปลงรูปโฉมให้ “โหดร้าย” ขึ้น
สำหรับ EVO IX ก็จะมีจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่นคือ MR เป็นเวอร์ชั่นพิเศษ (ตอนที่กำลังโม่ต้นฉบับอยู่นี้ ข้อมูลของ IX MR ยังไม่แน่ชัด มีแต่รูปจากอินเตอร์เน็ตให้ชมกันตามที่เห็น ก็ขอไม่กล่าวถึงข้อมูลที่ยังไม่ชัวร์ครับ เอาเป็นว่าชมข้อมูลสามรุ่นหลักไปก่อนนะ) ต่อมาเป็น GSR ก็คือตัวที่ทำขายทั่วไป รุ่นที่สามเป็น GT เหมือนกับ GSR แต่ใช้เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และ RS ผลิตสำหรับเป็นรถแข่ง ไม่มีอุปกรณ์สวยงาม หรืออำนวยความสะดวกแต่อย่างใด ภายนอกของ IX เมื่อดูเผิน ๆ เหมือนทุกอย่างยังคงเหมือน EVO VIII แต่มีการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย ไม่ถึงกับทิ้งขาด จุดเปลี่ยนในด้านหน้าก็คือ ส่วนของหน้ากระจัง ตัว VIII จะมีสันจมูก (ตรงที่ติดโลโก้) ส่วน IX จะไม่มีจมูกตรงนี้ ส่วนทรงของช่องลมที่กันชนก็จะใหญ่และกว้างขึ้น เพื่อการระบายความร้อนที่ดีเยี่ยม มีสปอตไลท์ทรงกลมติดที่กรอบช่องลมที่ไปเป่าอินเตอร์คูลเลอร์ ส่วนที่เด่น ๆ อยู่ที่กันชนด้านหลัง ตรงชายล่างจะปาดมุม ใส่ครีบระบายลม ทำเป็น Diffuser เพื่อจัดและรีดลมออก ไม่ให้วนอยู่ด้านท้าย ถ้าเกิดมาลมวนจะทำให้เกิดการ “ดึง” ให้รถวิ่งช้าลง และทำให้ท้ายลอยได้อีก ที่สำคัญ “สวยดุ” อีกตะหาก สปอยเลอร์หลังเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ เหมือนกับตัว VIII MR ส่วนที่พิเศษอีกจุด สำหรับ IX MR นั่นก็คือ บนหลังคาจะมีครีบจัดลม หรือ “Blowtech Generator” ที่เค้าว่าช่วยรีดลมจากหลังคาให้ออกไปด้านหลังได้เร็วขึ้น ลมไหลได้สะดวกขึ้น ก็ช่วยลดการต้านลมได้เหมือนกัน ส่วนล้อและยาง ถ้าเป็น MR ก็จะได้ล้อ BBS ลาย 7 ก้านคู่ สีเทาดำ และยางเป็นของ YOKOHAMA

ภายในเข้ม เต็มสูตร

สำหรับส่วนของภายใน ก็จะคงสไตล์ความดุดันไว้อย่างครบ ๆ ด้วยสีโทนเทา-ดำ ช่วยให้ดูขรึม สง่า และดุดันมากขึ้นกว่าสีแหวว ๆ แถมความสบายไว้ครบถ้วน (ยกเว้นรุ่น RS) ชุดมาตรวัดเป็นแบบทรงกลม พื้นดำ แต่พอเปิดไฟจะเป็นสีแดงสวยเร้าใจ ทุก แผงหน้าปัดตกแต่งด้วยลวดลายคาร์บอน เบาะนั่งแบบ Bucket Seat ของ RECARO เป็นแบบกำมะหยี่ สลับกับหนัง ALCANTARA ที่ฝอยสรรพคุณไว้ว่า ระบายอากาศดี ไม่ร้อน นั่งสบายนุ่มตูด (เฉพาะ MR และ GSR) คอนโซลเกียร์เป็นลายคาร์บอน พร้อมโลโก้ LANCER EVOLUTION (ถ้าเป็นรุ่น MR ก็จะมีอักษรสีแดงต่อตูด) เท่ห์ดีไม่เบา ส่วนแป้นเหยียบทั้งสามก็เป็นอลูมิเนียมติดแถบยาง จัดวางตำแหน่งแป้นให้ Footwork ได้รวดเร็ว ส่วนของการเก็บเสียงในห้องโดยสารก็เน้นกันมากหน่อยเพื่อความสบายในการขับขี่ EVO IX ทุกรุ่น (ยกเว้น RS) ก็จะใช้ชีลขอบกระจกแบบสองชั้น และบุใต้แผงหน้าปัดเพื่อลดเสียงรบกวน

4 G 63 + MIVEC อาวุธใหม่ล่าสุด
สำหรับขุมพลังของ EVO ทุกรุ่น ย่อมหนีไม่พ้น “4G 63” ซึ่งเป็นอาวุธคู่บารมีมาช้านาน ขึ้นชื่อในด้านความแรง อัตราเร่งเยี่ยม ขุนขึ้น จึงได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และได้รับการพัฒนามาเรื่อย ๆ จนมีทั้งความแรงและความอึด ถึงแรงม้าจะถูกอั้นไว้ที่ 280 ตัว ตามกฎหมายบ้านเกิด แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะสามารถเพิ่มแรงม้าได้อีกตามกะตังค์ที่มีอยู่ มาในงวดนี้ก็พัฒนาใหม่อีกหลายรายการ เพื่อ “หนี” คู่แข่ง ไม้เด็ดของงานนี้ก็คือ ระบบวาล์วแปรผัน “MIVEC” หรือ “Mitsubishi Innovative Innovative Valve timing Electronic Control system” ช่วยปรับองศาและระยะเปิดปิดวาล์วให้เหมาะสมกับการทำงานของเครื่องยนต์ จริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนัก เพราะมีใช้กันมานานแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นการเปิดศักราชกับเครื่อง 4G 63 ก็เลยดูใหม่หน่อย ลองมาดูการทำงานคร่าว ๆ กันดีกว่า
การทำงานของมันก็จะมีกลไกปรับจังหวะการเปิดปิดของแคมชาฟต์ด้านไอดี ในช่วงรอบต่ำ กลไกจะขยับแคมชาฟท์ถอยหลัง (Retard) เพื่อลดจังหวะโอเวอร์แล็ป (Overlap : จังหวะที่วาล์วไอเสียยังไม่ปิดสนิท แต่วาล์วไอดีเริ่มเปิด เพื่อใช้ไอดีส่วนหนึ่งไล่ไอเสียออก) ช่วงรอบต่ำถ้า Overlap มาก ก็จะมีการสูญเสียเกิดขึ้น เนื่องจากมีการรั่วไหลของส่วนผสมออกไป ในจังหวะที่วาล์วทั้งสองด้านเปิดพร้อมกัน ทำให้ในช่วงรอบต่ำซึ่งอากาศเข้าน้อยอยู่แล้ว แถมรั่วออกไปอีก เครื่องยนต์ก็จะเดินไม่เรียบ กินน้ำมันมาก แรงบิดรอบต่ำก็หายไป เพราะมีการสูญเสียเยอะ เหมือนกับรถที่ใช้องศาแคมสูง ๆ และตั้ง Overlap มาก รอบเดินเบาจะสั่น และช่วงรอบต่ำจะไม่มีแรง ถ้าจะให้รอบต่ำดีก็ต้องลดจังหวะ Overlap ลง เพื่อลดการสูญเสีย ทำให้เครื่องเดินเบาได้เรียบ ประหยัดน้ำมัน แรงบิดรอบต่ำดี ส่วนในช่วงรอบสูงที่มีอากาศเข้าเยอะ ถ้า Overlap น้อย ช่วงเวลาที่วาล์วจะเปิดก็น้อยตาม ทำให้อากาศไหลเข้าไม่ทัน เครื่องก็ไม่มีแรง เกิดอาการอั้น ทำให้ต้องเพิ่ม Overlap มากขึ้น เจ้ากลไกก็จะขยับแคมชาฟท์ไอดี “เดินหน้า” ให้เปิดเร็วขึ้น Overlap นานขึ้น ก็จะได้กำลังมากขึ้น

ส่วนต่อมาก็คือ “เทอร์โบ” ในรุ่น MR, GT และ RS จะให้เทอร์โบแบบพิเศษเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน จะมีค่า A/R มากกว่าเดิม ใบเทอร์โบมีขนาดใหญ่กว่าเดิม ผลิตจาก Magnesium Alloy และ Aluminum Alloy ทำให้ใบมีน้ำหนักเบา แข็งแรง บูสต์มาไวกว่าเดิม อันนี้เป็นเทอร์โบที่พัฒนามาจากตัวแข่ง WRC ไม่ต้องบอกว่าเจ๋งแค่ไหน ส่วนรุ่น GSR ก็จะใช้เทอร์โบแบบธรรมดา แต่พัฒนาให้มาเร็ว เพิ่มแรงบิดได้กว้างกว่าเดิม 5 % ในทุกช่วง แต่ถ้าใครต้องการแรงก็สามารถสั่งเทอร์โบพิเศษที่ว่ามาตอนต้นมาใช้ได้ (ขายเป็น Option ครับ) จากเทคโนโลยีที่ใส่เข้าไป ทำให้เครื่องยนต์มีการตอบสนองที่รวดเร็ว ดุดัน และต่อเนื่องขึ้น สำหรับแรงม้าสูงสุดก็ยังคงยืนพื้นตามกฎหมายไอ้ยุ่นอยู่ที่ 280 PS ที่ 6,500 รอบ/นาที เท่าเดิม แต่...แรงบิดเพิ่มขึ้น ในรุ่น MR, GT และ RS ที่ใช้เทอร์โบพิเศษ แรงบิดอยู่ที่ 41.5 กก.-ม. ส่วน GSR จะน้อยกว่าหน่อยเป็น 40.8 กก.-ม. ที่ 3,000 รอบ/นาที เท่ากันทั้งคู่ นับว่าเป็นเครื่องสี่สูบ พิกัดสองลิตรที่มีแรงบิดสูงมาก ๆ เลยก็ว่าได้ ก็คงไม่ต้องสงสัยนะ ว่ามันจะ “โดดออก” ได้ขนาดไหน สำหรับตัวเลขสมรรถนะก็ยังไม่มีข้อมูลเป็นทางการ ก็มีผู้สันทัดกรณีเดา ๆ กันว่า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ราว ๆ 4 วินาทีนิด ๆ ส่วนความเร็วปลายก็ควรจะอยู่ที่ 250 กม./ชม. เพราะรถรุ่นนี้ก็เน้นอัตราเร่งมากกว่าความเร็วปลาย ส่วนระบบส่งกำลัง รุ่น MR และ GSR จะเป็นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด อัตราทดชิด ส่วนรุ่น GT และ RS ก็จะเป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด อัตราทดชิดเหมือนกัน เกียร์ของทั้งสองรุ่นมีการปรับปรุงใหม่ โดยเกียร์สุดท้ายจะลดอัตราทดให้ต่ำกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ เพื่อลดรอบเครื่องในขณะเดินทาง ซึ่งก่อนหน้าที่ตระกูล EVO จะใช้อัตราทดเกียร์ที่สูงมากเพื่อเรียกอัตราเร่ง จนช่วงความเร็วปลายต้องใช้รอบสูง ทำให้กินน้ำมันมาก และเครื่องมีโหลดสูงเกินไป ตัวใหม่ก็เลยพัฒนาเพื่อแก้จุดนี้ ให้ขับได้สบายและประหยัดขึ้น

ทรงตัวเยี่ยม ด้วยผู้ช่วยฉลาด ๆ อย่าง “SUPER AYC + ACD”
จริง ๆ แล้วก็พูดกันไปบ่อยพอควรสำหรับสองระบบนี้ แต่เอาน่า ขอพูดถึงอีกสักครั้งจะเป็นอะไรไป อันแรกก็คือระบบ ACD หรือ Active Center Differential เป็นระบบเฉลี่ยกำลังระหว่างล้อคู่หน้าและหลัง ให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่ และการยึดเกาะของยางในขณะแรดบนสภาพพื้นถนนที่แตกต่างกัน ทำงานโดยอาศัยแผ่นคลัทช์หลายแผ่นซ้อนกัน (Multi-Plate Clutch) และใช้ระบบไฮดรอลิคเป็นตัวดันแผ่นคลัทช์ให้จับตัว (ลักษณะเหมือนแผ่นคลัทช์ของเกียร์อัตโนมัติ) โดยมีโหมดการใช้งานให้เลือก 3 โหมด อันแรก TARMAC สำหรับผิวที่ลื่น อย่างเช่นทางลูกรัง, ทางเปียก ต่อมา GRAVEL เป็นถนนแห้ง และ SNOW ไม่ต้องบอกนะ ตรงตัวอยู่แล้ว ก็จะช่วยให้ขับขี่ง่ายขึ้นในสภาพเส้นทางต่าง ๆ

ต่อมาก็คือ SUPER AYC หรือ Active Yaw Control เป็นระบบที่ควบคุมการโยน และส่ายของตัวรถ โดยเฉลี่ยแรงบิดให้ล้อด้านซ้ายและขวาให้เหมาะสมตามสภาพการยึดเกาะเช่นกัน ยกตัวอย่างตอนวิ่งบนถนนที่ผิวถนนสองด้านต่างกัน ล้อด้านหนึ่งเกิดอาการสลิป ก็จะตัดกำลังไปยังล้อที่อีกฝั่งที่ยึดเกาะมากกว่า (ยกเว้นถ้าสลิปทั้งสองข้าง ระบบ ACD ก็จะทำงานร่วมกัน ตัดกำลังไปยังล้อคู่ที่ยึดเกาะมากกว่า) ถ้าเป็นลิมิเต็ดสลิปธรรมดาจะไม่สามารถเลือกตัดกำลังได้ (มีแต่ส่ง) หรือตอนที่วิ่งบนถนนที่สองฝั่งมีเนินสลับต่างระดับกัน ถ้าขับเร็ว ๆ ล้อที่ขึ้นโดดเนินก็จะลอย และหมุนฟรี ทำให้รถเป๋และส่ายได้ ระบบ AYC ก็จะช่วยตัดต่อกำลัง ทำให้รถทรงตัวได้ดีขึ้น ถึงจะกดคันเร่งลึกก็ไม่มีอาการปัดเป๋ (ยกเว้นจะขับงี่เง่าเอง) และระบบ SUPER AYC นี้ จะพัฒนามาจาก AYC ธรรมดา โดยเริ่มใช้กับ EVO VIII ส่วนที่พัฒนาขึ้นมาก็คือ เปลี่ยนเฟืองส่งกำลังล้อซ้าย-ขวา จากแบบดอกจอก (Bevel Gear) มาเป็นแบบเฟืองสุริยะ (Planetary Gear) แบบแปรผันได้ตามแรงบิดเครื่องยนต์ โดยประมวลผลจากเซ็นเซอร์แรง G ด้านข้าง (Lateral G) จับอาการแกว่งและส่ายของตัวรถ และเซ็นเซอร์ที่ล้อ (ใช้เซ็นเซอร์ร่วมกับ ABS) วัดรอบการหมุนของล้อ เพื่อประมวลผลให้ได้แน่นอนที่สุด อ้อ สำหรับระบบนี้จะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้รุ่น MR และ GSR ส่วนอีกสองรุ่นที่เหลือสั่งเป็นออปชั่นได้ครับ

ช่วงล่าง เหนียว แน่น หนึบ
สำหรับระบบช่วงล่างด้านหน้าก็จะยังแบบของ VIII ไว้ เป็นแบบอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท โช้คอัพ คอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบอิสระ มัลติลิงค์ โช้คอัพ คอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ปีกนกล่างรอบคันจะเป็นอลูมิเนียม น้ำหนักเบา สำหรับโช้คอัพของ EVO IX ทุกรุ่น (ยกเว้น RS) จะพิเศษขึ้น โดยเป็นของ BILSTIEN ที่เซ็ตมาเป็นแบบสปอร์ต หนึบ ทรงตัวดี ให้ความมั่นคงสูง (จริง ๆ แล้วโช้คอัพของ BILSTIEN จะเริ่มใช้กับ EVO VIII MR มาก่อนหน้านี้ แล้วค่อยเอามาใช้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน EVO IX เวอร์ชั่นปกติ) ส่วนระบบเบรกทุกรุ่น (ยกเว้น RS หยั่งงี้แหละ รุ่นตัวแข่ง อะไรก็ไม่มี) จะเป็นของ BREMBO ด้านหน้าแบบ 4 POT และด้านหลังแบบ 2 POT พร้อมระบบ SPORT ABS ก็จะพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ ก็คือสามารถตั้งจังหวะจับ-ปล่อยเบรกได้อิสระทั้ง 4 ล้อ (แต่คงต่างกันไม่มาก) ตามสภาพการยึดเกาะของล้อ ก็ช่วยให้ ABS ทำงานเท่าที่จำเป็น และควบคุมง่ายแม้เบรกกะทันหันบนทางลื่น

สรุปก็คือ “แรงและเร็ว”
เสียดายเนื้อที่ไม่พอ เพราะรายละเอียดของอุปกรณ์ไฮเทคต่าง ๆ ที่หาได้มันสามารถขยายความได้มากกว่านี้อีก แต่เนื้อที่ไม่พอก็ขอละไว้ก่อน ถ้ามีหน้าว่างก็จะแปลแบบละเอียด ๆ ลงเป็นเรื่องพิเศษให้ละกัน หลังจากที่เปิดตัวกันไปไม่นาน ก็รู้สึกว่าจะได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย ด้วยเทคโนโลยีที่สูง พัฒนาขึ้นไปโดยใช้เทคโนโลยีจากสนามแข่งเข้าช่วย กับรูปทรงที่สวยและดุดัน เครื่องยนต์แรงและต่อเนื่องขึ้น ด้วยระบบ MIVEC และเทอร์โบแบบพิเศษ ระบบช่วงล่างเซ็ตมาอย่างดี แถมมี SUPER AYC + ACD เข้าช่วย ทำให้ทุกอย่างทำงานสัมพันธ์กันอย่างดี มันเป็นรถที่เกิดมาเพื่อแรงแบบครบเครื่อง ขับมันส์ ปลอดภัย สนุกสนาน นั่งสบาย และใช้งานได้ทุกวันอีกต่างหาก ราคาก็ไม่แพงเกินไป จะหาอะไรที่คุ้มไปกว่านี้ได้อีกมั้ย...




 
 
 
 
 

เลขประจำตัวผู้เสียภาษี :
หมายเลขทะเบียนประกอบพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ :

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด Copyright 2004 Grandprix International Co.,Ltd. All Rights Reserved.