TOYOTA COROLLA “KE20/TE27”รถเล็กยอดฮิต ที่โลกไม่เคยลืม...
ฉบับที่
97 ปรับปรุงข้อมูลวันที่ : 4/1/2548 8:58:15
คอลัมน์
SOUPED UP
เรื่อง
ภาพ
-

รถเล็กยอดฮิต ที่โลกไม่เคยลืม...

ก่อนอื่นก็จะต้องขอแนะนำท่านผู้อ่านซักหน่อย เกี่ยวกับการชมคอลัมน์นี้ (ในครั้งก่อนหน้าอาจจะแนะนำไม่สุด เพราะเนื้อหาเยอะเต็มพอดี) ในช่วงแรกเราจะเกริ่นเกี่ยวกับประวัติรถรุ่นที่นำเสนอก่อน เกณฑ์การเลือกรุ่นก็จะเลือกรถที่นิยมนำมาตกแต่งกันในบ้านเราขณะนี้ ส่วนในช่วงครึ่งหลังก็จะนำเสนอเกี่ยวกับ “รถในประเทศไทย” ที่ตกแต่งได้สวยน่ามอง พร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถคันนั้น ในงวดนี้ก็ภูมิใจเสนอเจ้ารถเล็กน่ารัก “TOYOTA COROLLA KE 20-25” ที่กำลังได้รับความนิยมในบ้านเราขณะนี้ จากรูปทรงที่กะทัดรัด คลาสสิค และอะไหล่ก็ยังพอหาได้ในบ้านเรา เพราะเป็นรถเล็กยอดนิยมในสมัยก่อน อะไหล่จึงมีเยอะ แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีการกว้านซื้อ และหายากราคาสูงขึ้นตามฟอร์ม สัญลักษณ์หรือโลโก้ของ COROLLA ก็จะเป็นรูปตัว C พร้อมดอกไม้ห้ากลีบสามดอกวางเรียงกันด้านบน (ปัจจุบันก็ยังคงรูปแบบนี้อยู่ แต่จะเปลี่ยนรูปลักษณ์โลโก้ให้ทันสมัยขึ้น) เราลองมาดูกันว่า ประวัติของมันเป็นอย่างไรบ้าง

THE HISTORY OF “KE 20-25”
สำหรับรถรุ่นนี้ก็ผลิตขึ้นมาในปี 1970 เป็นรถที่ดีไซน์แบบ Sporty และเน้นถึงความนำสมัย มีการติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานดีๆ หลายอย่าง เช่น อุปกรณ์ขจัดไอพิษ (Catalytic Converter) เข็มขัดนิรภัย 3 จุด (รถสมัยนั้นจะมีเต็มที่ก็ 2 จุด แบบ 3 จุดจะมีเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับรถแพงๆ ชั้นดีเท่านั้น) และมีดิสค์เบรกหน้าติดตั้งมาให้จากโรงงาน จัดว่าทันสมัยสุดๆ ในตอนนั้น รุ่นแรกออกมาเป็นแบบ “SL” ใช้เครื่องยนต์ 3K 1,200 ซีซี. (รายละเอียดสเป็คต่างๆ ดูที่ตารางท้ายเรื่องได้เลย) ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแม็คเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นคานแข็ง แหนบ ในบ้านเราก็โด่งดังมากเหมือนกัน ทั้งใช้งานธรรมดาและโมดิฟายเพื่อการแข่งขัน (แรงนะทำเป็นเล่น) ตอนนี้ก็ยังมีคนใช้กันอยู่มาก ข้อดีก็คือความทนทานและประหยัดน้ำมัน ซ่อมง่าย อะไหล่เครื่องและช่วงล่างไม่แพง (ยกเว้นอะไหล่ตัวถังหรือภายใน ตอนนี้ราคาเริ่มสูงขึ้นเพราะคนเล่นเยอะ) คู่แข่งที่สำคัญของรุ่นนี้ก็คือ “DATSUN SUNNY 1200 KB 110” และ “SUNNY 120 Y”
หลังจากที่มีคู่แข่ง ทางโตโยต้าก็เริ่ม “หนี” โดยการออกรุ่น “1400” มา ใช้ขุมพลังบล็อก “1T” 1,400 ซีซี. ไม่ใช่บล็อก K นะครับ คนละเรื่อง เครื่อง 1T นั้นเป็นเครื่อง OHV (ตะเกียบ) เหมือนบล็อก K นั่นแหละ แต่ฝาสูบเป็นแบบ “Cross Flow” ก็คือ ท่อไอดีและท่อไอเสียอยู่คนละข้าง ไม่เหมือนบล็อก K ที่อยู่ฝั่งเดียวกัน (เครื่องบล็อก T นี้บ้านเราก็จะคุ้นๆ เพราะมีวางอยู่ในตระกูล CELICA และ CORONA) จากเครื่องที่มีแรงม้า 86 ตัว แต่บอดี้เล็กก็เลยทำให้ “จี๊ดจ๊าด” ความเร็วสูงสุดทำได้ถึง 160 กม./ชม. ควอเตอร์ไมล์วิ่งได้ 17.2 วินาที ใช่ย่อยนะนั่น หลังจากนั้นในปี 1971 ก็ออกรุ่น “1400 SL” เป็นตัวไมเนอร์เชนจ์ เปลี่ยนหน้าตานิดหน่อย เครื่องเดิมแต่เป็น “คาร์บูคู่” แรงม้าเพิ่มมาเป็น 95 แรงม้า เกียร์ธรรมดาแบบ 5 สปีด (รุ่นก่อน 4 สปีด) ช่วงล่างปรับใหม่ เซ็ทให้หนึบขึ้นแบบสปอร์ต ให้ยางเรเดียลติดมาจากโรงงาน (สมัยนั้นยางเรเดียลถือว่าเป็นของพิเศษ) เฟืองท้ายมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับสมรรถนะที่สูงกว่า

และในปี 1972 นี่เอง ก็ช็อกวงการสุดๆ ด้วยการออกรุ่น “COROLLA LEVIN TE27” ตัวนี้จะเป็นบอดี้คูเป้ท้ายลาด ดูโฉบเฉี่ยวขึ้นมาก รหัสตัวถังเปลี่ยนจาก “KE20-25” เป็น “TE27” (เพราะรหัสตัวแรกจะเป็นรหัสเครื่อง T หมายถึงรถคันนี้วางเครื่องบล็อก T จะกี่ทีก็แล้วแต่ความอึด เอ้ย แล้วแต่รุ่นรถ ส่วน E จะหมายถึง COROLLA ส่วนเลข 27 เข้าใจว่าน่าจะเป็นรุ่นท้ายลาด) ฮือฮามากเนื่องจากเป็นรถรุ่นพิเศษรุ่นแรกในญี่ปุ่น ผลิตมาเพื่อให้ลงแข่งขันโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น RALLY หรือ RACING จนได้รับฉายา “Touring Car Race” เป็นรถสปอร์ตขนาดเล็กที่มีสมรรถนะสูง วางเครื่อง “2T-G” ฝาสูบเป็นแบบ DOHC ทันสมัยสุดๆ ในยุคนั้น ถูกใจขาซิ่งทั้งหลายเหลือเกิน ความเร็วปลายทำได้ถึง “190 กม./ชม.” เวลาควอเตอร์ไมล์ “16.3 วินาที” กับรถขนาดเล็กด้วยกันนี่ “แดกขาด” และแรงกว่าสปอร์ตรุ่นใหญ่หลายคันอีกซะด้วย ในด้านแฮนด์ลิ่งก็ทำได้อย่างดีเยี่ยม (ในสมัยนั้น) เกาะถนนดี เบรกดี เหมาะกับการแข่งขันมาก รุ่นนี้เป็นแชมป์แรลลี่ระดับโลกหลายรายการ และที่น่าสนใจสุดๆ ก็คือเรื่องของ “ค่าตัว” ที่ออฟมาด้วยราคาประมาณ 81,000 เยน ไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับสมรรถนะ และความพิเศษที่ได้มา และยังมีรุ่นพิเศษอีกรุ่นก็คือ “COROLLA SPRINTER RALLY VERSION” ก็จะผลิตขึ้นมาเพื่อเน้นการแข่งแรลลี่โดยเฉพาะ ภายนอกก็มีโป่ง (Fender) รอบคัน ภายในก็สไตล์แรลลี่ ส่วนเครื่องก็เป็น 2T-G เหมือนกัน
ส่วนในปี 1973 ก็ออกรุ่น “1600 SR” มา เป็นตัวที่ขายปกติ ไม่ใช่ Special Edition เหมือนสองตัวที่แล้ว เครื่องเป็นบล็อก “2T” OHV เหมือนกับที่วางในเซลิก้าตัวเก่า รุ่นนี้สมรรถนะเริ่มสูงขึ้น มีการใช้ช่วงล่างสปอร์ต และยางเรเดียลขนาดใหญ่ขึ้นอีก ก็เป็นอันจบสำหรับตำนานรถเล็กระบือโลกรุ่นนี้ ที่คนเล่นรถเก่าใฝ่ฝันอยากจะครอบครองมันซะเหลือเกิน...

KE 20 In Thailand
บอดี้ของเจ้า KE25 ที่นิยมส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบ “กะเทย” หรือแบบเก๋ง 2 ประตู เหมือนคันที่นำเสนออยู่นี้ ส่วนรุ่น “คูเป้ท้ายลาด” และ “แวก้อน” จริงๆ ก็มีคนอยากได้เหมือนกัน แต่หาค่อนข้างยาก ต้องขยันหาหน่อยจึงจะเจอ (ถ้าเจอตามถนนก็ต้องไล่ตามเคาะกระจกขอซื้อเหมือนพรรคพวกเรานี่แหละ) ส่วนรุ่น 4 ประตูจะมีเยอะมาก แต่ก็ไม่ค่อยนิยมนำมาแต่งสวยๆ กันเท่าไหร่ สาเหตุก็คงเพราะมันหาง่ายเกินไปนั่นแหละ สำหรับคันที่โชว์โฉมอยู่ขณะนี้ก็จะคุ้นหน้าคุ้นตากันดี อยู่ในการครอบครองของ “พี่เหน่ง DRIVER” ซึ่งทำออกมาได้สวยทีเดียว คันนี้เป็นเวอร์ชั่น “1200 SL” ดั้งเดิม อุปกรณ์ภายนอกเดิมทั้งหมด ยกเว้นโลโก้หน้ากระจังที่มาจากรุ่น “1400 SL” ล้อเป็นของ WEDS RACING PRODUCT ลายเก๋าสะใจ ยางเป็นของ BRIDGESTONE เป็นยางฝนของรถ FORMULA 3
เครื่องยนต์เปลี่ยนจาก 3K 1,200 ซีซี. เป็น 5K 1,500 ซีซี. จากรถตู้ LITEACE (วิ่งดีนะขอบอก) ส่วนเกียร์เป็นแบบอัตโนมัติ 4 สปีด จากเครื่อง 7K ที่วางอยู่ใน LITEACE NOAH (โนอา) ภายในก็เอาชุดมาตรวัดของ LEVIN TE27 (ไอ้ตัวขึ้นปกน่ะ) มาใช้ทั้งหมด และยังใช้ได้ทุกอย่างด้วย เบาะนั่งเป็นบัคเก็ตซีท จุดเด็ดสุดของคันนี้ก็หนีไม่พ้น “คันเกียร์” ที่นำคันเกียร์ออโต้มาหุ้มหนังครอบคันเกียร์เหมือนเกียร์ธรรมดา และดัดแปลงเอาหัวเกียร์ไม้ของ RAZO มาดัดแปลง ถ้าดูเผินๆ ก็นึกว่าเกียร์ธรรมดาจริงๆ (แต่คลัทช์มันหายไปไหนวะ) ระบบช่วงล่างและเบรกก็เปลี่ยนเป็นของตัวนอก จะได้ดิสค์เบรกหน้ามาด้วย อ้อ สำหรับ KE2… ตัวนอก รูน้อตล้อ (PCD) จะมีขนาด 114.3 มม. ส่วนรถในนี้จะมีขนาด 100 มม. สรุปแล้วเจ้า KE20 ตัวนี้ “ครบ” จริงๆ สามารถขับเท่ๆ โลดแล่นไปกับรถรุ่นใหม่ๆ ได้อีกนาน...




 
 
 
 
 

เลขประจำตัวผู้เสียภาษี :
หมายเลขทะเบียนประกอบพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ :

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด Copyright 2004 Grandprix International Co.,Ltd. All Rights Reserved.