MITSUBISHI SPACE WAGON GLS
ฉบับที่
424 ปรับปรุงข้อมูลวันที่ : 1/6/2548 15:08:41
คอลัมน์
Test Drive ประจำเดือน เมษายน  2005
เรื่อง
GPI Group Test Team. 
ภาพ
NATEE MONTATAVIL

 MITSUBISHI
 SPACE WAGON GLS

     "ตื่นตาตื่นใจทุกการเดินทางไปกับ MITSUBISHI Space Wagon GLS ด้วยรูปโฉมภายนอกที่สวยงามทันสมัย จนใครหลายคนแอบอิจฉา กับภายในเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิงที่จัดไว้ให้อย่างครบครัน เหมาะใช้เป็นรถยนต์สำหรับครอบครัวในยามเดินทางอันสุนทรีย์ ด้วยอรรถประโยชน์สูงสุด ในราคาน่าสนใจ เร้าใจในขุมพลังทรงพลัง และประหยัดแบบ MIVEC ครั้งแรกสู่รถโปรดักชั่นคาร์เมืองไทย กับ Space Wagon หนึ่งในรถ MPV ที่ขายดี และคุ้มค่าที่สุดรุ่นหนึ่งในเวลานี้ ด้วยราคาเพียง ............................. บาท สำหรับความสุขทุกการเดินทาง"

THE MITSUBISHI
"Time and Time Again"


     ชื่อ "มิตซูบิชิ" คนทั่วไปก็คงรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะเป็นหนึ่งในรถยนต์ยี่ห้อดังของประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งเป็นยี่ห้อเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ ที่เหนือกว่านั้น มิตซูบิชิ เป็นผู้นำในด้านอุตสาหกรรมทุกระดับ เป็นผู้รังสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ เคียงคู่กับการดำเนินชีวิตมนุษย์ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นตอนเช้าจนกระทั่งเรานอนหลับทั้งกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน, กลุ่มอากาศยานและอวกาศ, กลุ่มเครื่องจักรกล, กลุ่มเครื่องจักรกลไฟฟ้า และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า, กลุ่มอุตสาหกรรมกระดาษ, กลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี, กลุ่มงานโยธา, กลุ่มการเงิน การธนาคาร กลุ่มเครื่องมือทางการแพทย์ ฯลฯ

     ความเป็นมาของมิตซูบิชิต้องบอกว่ามีความเก่าแก่จากต้นตระกูลของโชกุน กับการดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเหล็กกล้า และการขนส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ หรือ "ชิปปิ้ง" ในช่วงปี ค.ศ. 1857 และต่อมาเปิดสำนักงานหนังสือพิมพ์ "HOCHI" เมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1901 เพียงแต่จุดเริ่มของการใช้ชื่อ "มิตซูบิชิ" เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1873 ในธุรกิจหลายประเภท กลุ่มบริษัทในเครือมิตซูบิชิ มีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งปี ค.ศ. 1917 จึงเปิดตัวรถยนต์ MITSUBISHI Model A ถือเป็นรถยนต์นั่งรุ่นแรกของญี่ปุ่นที่ผลิตเพื่อจำหน่าย ต่อมาก็ลงทุนในการผลิตเครื่องยนต์สันดาปภายในตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 และเริ่มต้นในอุตสาหกรรมผลิตอากาศยานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1928 ต่อมากลุ่มมิตซูบิชิกลับมารวมกันเป็น MITSUBISHI HEAVY INDUSTRIES, LTD ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1934 นับเป็นกระดูกสันหลังให้กองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการผลิตอุปกรณ์ ยานรบ และเครื่องบินขับไล่ MITSUBISHI A6M (Zero) และอื่น ๆ จากนั้นจนกระทั่งปี ค.ศ. 1970 อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ใน MITSUBISHI HEAVY INDUSTRIES, LTD จึงแยกตัวเองออกมาเป็น MITSUBISHI MOTORS CORPORATION จวบจนถึงปัจจุบัน

Emotional Design
Flowing style


     Space Wagon ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับโฉมปัจจุบัน โมเดล NA4W ทางทีมออกแบบตั้งใจให้ Space Wagon ใหม่ เป็นรถยนต์ MPV ที่สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับการใช้งานแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นรถยนต์สามารถถ่ายทอดทางด้านอารมณ์ออกมาในการออกแบบ (Emotional Design) ที่สามารถสนองตอบด้านการขับขี่อันยอดเยี่ยม (Smart Performance) และยังเป็นรถยนต์ที่สามารถสนองตอบด้านความรู้สึกต่อการใช้งาน (Stylish Utility)ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ทั้งหมดสำหรับแนวคิดการออกแบบ Space Wagon โมเดลล่าสุดให้บรรลุตามเป้าหมาย

     ลักษณะเด่นในการออกแบบ Space Wagon เน้นความพลิ้วไหว ลดแรงเสียดทานของอากาศขณะรถทะยานไปข้างหน้า ด้วยรูปทรงลู่ลม มุมมองด้านหน้าผสมผสานความสปอร์ตกับความสง่างามเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน เพิ่มความสะดุดตาด้วยชุดโคมไฟหน้าทรงเฉี่ยว ที่รวบรวมสัญญาณไฟต่าง ๆ เข้าไว้รวมอยู่ในชุดเดียวกัน ส่วนด้านกระจังหน้าออกแบบตามกระแสรถยนต์ MITSUBISHI ในยุคนี้ติดตั้งกับกันชนที่ออกแบบเป็นชิ้นเดียว พร้อมโลโก THREE DIAMOND สีเงินตรงกลาง ด้านล่างมีช่องลมขนาดใหญ่ สำหรับรับลมเย็นจากภายนอก และติดตั้งเซ็นเซอร์ในระบบช่วยจอด ถัดไปเป็นฝากระโปรงหน้าที่มีเพียงสันตรงกึ่งกลางเท่านั้น รับกับแนวกระจังหน้า

     ด้านข้างเส้นสายที่สวยงามกลมกลืนทุกจุดตั้งแต่หัวจรดท้าย เน้นความลู่ลม คล้ายกระสุน ซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจนทางด้านข้าง สามารถลดแรงเสียดทานอากาศ จากกระแสลมที่ปะทะทางด้านหน้า ออกแบบกระจกบังลมหน้า เพิ่มความลาดเทไปกับเสา A มากยิ่งขึ้น แต่ยังให้มุมมองที่กว้าง ไม่ทึบ โดยเฉพาะทางด้านข้าง ด้วยกระจกแบบหูช้าง ที่ออกแบบได้อย่างสวยงามลงตัว กระจกมองข้างออกแบบได้อย่างสวยงาม มือเปิดประตูออกแบบสไตล์รถยุโรป พ่นสีเดียวกับตัวรถ ส่วนกระจกทั้ง 2 ด้าน ตัดขอบสีดำ เพิ่มมิติ และมุมมองที่สะท้อนความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น

     เสน่ห์ของ Space Wagon อีกอย่างอยู่ที่ความสวยสะดุดตาทางด้านหลัง ที่ออกแบบชุดไฟท้ายได้อย่างสะดุดตาและนำสมัย ด้วยการใช้หลอดแบบ LED ออกแบบรูปทรงในแนวตั้ง เริ่มจากแนวกันชนไปยังแนวหลังคา นับเป็นสไตล์เฉพาะตัวของการออกแบบรถยนต์ในประเภท MPV ในปัจจุบัน ด้านบนติดตั้งสปอยเลอร์พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบหลอด LED เช่นกัน

7 (2+3+2) Stylish Utility

     ออกแบบตกแต่งภายในทำได้อย่างสวยงาม Space Wagon เคาะราคาขายหน้าโชว์รูมไว้ไม่สูงนัก หากเทียบกับออปชั่นที่ได้รับ แม้จะเป็นรถยนต์ที่ประกอบภายในประเทศ แต่วัสดุที่นำมาใช้มีการคัดสรรเกรดวัสดุที่ค่อนข้างดีพอสมควร สังเกตได้จากชุดเบาะนั่งและชุดคอนโซล รวมทั้งหน้าปัด เรือนไมล์ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตสูง สำหรับจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ MITSUBISHI ผู้ใช้หลายคนชอบอยู่ที่ออปชั่น และลูกเล่นที่มีมาให้ครบจากโรงงาน มากกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน เวลานี้อุตสาหกรรมรถยนต์ไม่ใช่การขายเพียงเทคโนโลยี ปัจจุบันขายความพึงพอใจ ซึ่งออปชั่นกลายเป็นหนึ่งของความพึงพอใจที่ผู้ใช้ให้ความสำคัญไม่แพ้การบริการหลังการขายที่ดี

      เบาะนั่งปรับเปลี่ยนการจัดวางได้หลากหลายรูปแบบทั้ง 7 ที่นั่ง (2+3+2) แบ่งออกเป็น 3 แถว อย่างอิสระ สำหรับการเดินทางที่มีผู้โดยสารเต็มคันก็นั่งสบายไม่อึดอัด ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ และเบาะนั่งทรงกระชับสัดส่วน หากผู้โดยสารไม่มาก สามารถพับเบาะแถวหลังให้นอนราบ ปรับเปลี่ยนจากเบาะนั่งกลายเป็นเตียงนอนได้อย่างง่ายดาย หรือยามจำเป็นต้องขนสัมภาระขนาดใหญ่ สามารถพับเก็บ หรือถอดเบาะนั่งได้ตามต้องการ จึงง่ายสำหรับทุก ๆ การใช้งาน ระบบปรับอากาศออกแบบให้การกระจายลมเย็นทั่วถึงในทุกที่นั่งของเบาะทั้ง 3 แถว และแยกควบคุมการเปิด-ปิด ตอนหน้า และตอนหลังอิสระจากกัน

     ระบบเอนเตอร์เทนเมนต์มีให้อย่างเต็มรูปแบบ หาได้ยากในรถยนต์ระดับเดียวกัน ด้วยชุดเครื่องเสียงอย่างดี แบบ 2 DIN DVD/VCD/MP3 ดูหนัง ฟังเพลง พร้อมจอภาพ LCD ที่ติดตั้งทั้งตอนหน้าแบบ Built-in และตอนหลังติดตั้งบนเพดาน (Roof monitor) ที่พิเศษคือ จอภาพด้านหน้า จะต่อเข้ากับระบบช่วยจอด โดยติดตั้งกล้องไว้ทางด้านหลังข้างป้ายทะเบียน เมื่อเข้าเกียร์ถอย จอภาพจะแสดงภาพมุมมองด้านหลังของรถแบบ Real Time จึงง่ายในการจอด และสามารถลดการเกิดอุบัติเหตุได้

4G69 MIVEC + INVECS-II

     เครื่องยนต์รหัส 4G69 เสริมประสิทธิภาพในการประจุไอดีด้วยระบบ MIVEC (Mitsubishi Innovation Valve timing and lift Electronic Control system) ซึ่งถูกพัฒนาใหม่หมดทุกจุด มาจากเครื่องยนต์ 4G64 ใน Space Wagon โฉมเก่า โดยเฉพาะการออกแบบ และการเลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาในหลายจุด สามารถลดน้ำหนักได้ถึง 50% โดยเฉพาะลูกสูบมีน้ำหนักต่ำเพียง 279 กรัม แถมยังเคลือบผิวลูกสูบด้วยโมลิบดีนัม ลดความฝืดของผิวสัมผัส ออกแบบแหวนอัดตัวบนให้มีขนาด 1.2 x 3.1 มม.. และเคลือบผิวแหวนลูกสูบตัวบนด้วยเทคโนโลยีการชุบแข็งล่าสุดด้วย Ion Plating ส่วนแหวนอัดตัวที่สองจะมีขนาด 1.2 x 3.3 มม.. แก้ไขอาการแหวนติดตายด้วยการเคลือบด้วย Parkrizing ซึ่งจะป้องกันไม่ให้เกิดสนิม และลดความเสี่ยงของอาการแหวนหักได้ ส่วนแหวนกวาดน้ำมันเครื่องจะมีขนาดใหญ่ 2.0 x 2.2 มม.. ยังชุบผิวด้วย Ion Plating เหมือนกับแหวนอัดตัวบน ให้ความแข็งแรง ต้านทานการสึกหรอของแหวนลูกสูบได้ยาวนานขึ้น ส่งผลถึงอายุการใช้งานจะยืนยาวขึ้นด้วย

     วาล์วไอดีขนาดใหญ่ถึง 34 มม. ส่วนวาล์วไอเสียขนาด 30.5 มม. ใช้ระบบปรับตั้งระยะห่างของวาล์วด้วยกลไก แทนระบบไฮดรอลิก จึงมีความทนทาน และเสียค่าใช้จ่ายต่ำในการบำรุงรักษา มีการออกแบบช่องน้ำมันเครื่องไหลกลับใหม่ ลดการต้านการหมุนของเครื่องยนต์ และช่องทางเดินน้ำหล่อเย็นให้ทั่วถึงเครื่องยนต์ ช่วยให้เครื่องยนต์ถึงอุณหภูมิทำงานได้รวดเร็ว และช่วยควบคุมการระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในส่วนของโครงสร้างอื่น ๆ ก็ทำการลดน้ำหนักให้เบาลงกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นล้อช่วยแรง และพูลเล่ย์เพลาข้อเหวี่ยงจะใช้วัสดุประเภทอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาลงกว่าเดิม

     บทสรุปของการปรับปรุงมีให้ถึง 165 แรงม้า ประสิทธิภาพของระบบ MIVEC ที่ใช้ชุดกลไกขับวาล์วที่แปรผันองศาการเปิด-ปิด และระยะยกของวาล์ว แม้กำลังที่มีให้จะไม่ดุเดือด จากปริมาตรสุทธิที่มีถึง 2,378 ซี.ซี. แต่เพราะทาง MITSUBISHI ตั้งใจที่จะออกแบบให้มีความเหมาะสมกับการใช้งาน ที่ต้องการแรงบิดสูงในการพาตัวรถเคลื่อนที่ไปได้อย่างมั่นใจ ในขณะที่ระบบวาล์วแปรผันจะมีส่วนช่วยให้การตอบสนองของรอบการทำงานมีความรวดเร็ว และสามารถยืดหยุ่นได้ดีขึ้น พร้อมระบบ SOHC-16VALVE ที่เน้นความประหยัด แต่ให้สมรรถนะที่ดี ผ่านระบบ เกียร์แบบอัตโนมัติระบบ INVECS-II อันเลื่องชื่อจากค่าย MITSUBISHI เอง เป็นชุดเกียร์แบบ Sportronic 4 Speed ให้เล่นอีกต่างหาก ก่อนจะถูกถ่ายทอดลงสู่ 2 ล้อหน้า

MIVEC Profile

     4G69 MIVEC แก้ไขการเฉื่อยของการประจุไอดีในรอบต่ำ ด้วยการเปิดวาล์วไอดีเพียงเล็กน้อย และเปิดให้ช้าลง ทำให้เกิดแรงดูด และสามารถรีดไอดีเข้าสู่ห้องเผาไหม้อย่างรวดเร็ว ด้วยชุดลูกเบี้ยวด้าน Low Lift และ Medium Lift ส่วนในรอบสูงจะปรับใช้ชุดลูกเบี้ยวด้าน High Lift ซึ่งระบบ MIVEC จะแปรผันระยะยกของวาล์วฝั่งไอดี ในช่วงรอบต่ำ โดยวาล์วไอดีปฐมภูมิจะยกด้วยระยะเพียง 3 มม. ส่วนวาล์วไอดีทุติยภูมิจะมีระยะยก 9 มม. พอรอบเครื่องยนต์สูงถึงประมาณ 3,600 รอบ/นาที ขึ้นไป วาล์วไอดีปฐมภูมิ และวาล์วไอดีทุติยภูมิ จะเพิ่มระยะยกขึ้นเป็น 10 มม. เท่ากัน ส่วนวาล์วไอเสียจะมีระยะยกคงที่ 9.2 มม. ไม่เปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ความเร็วรอบ

THE TEST PROGRAM APPROVED BY TEST TEAM
ROAD TEST No. ……….
CLIMATE&DATA @ BIRA CIRCUIT (ใส่กรอบพื้นดำ)
(รูปที่27)
* อุณหภูมิภายนอก = 32.5๐C
* อุณหภูมิพื้นแทร็ค = 41.7๐C
* ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) = 49.0-52.0%
* ช่วงเวลาทดสอบ = 10.00-14.00 น.
* ระยะทางบนหน้าปัด = 11,248 กม.

Responsive handling& Performance

     เครื่องยนต์ 4G69 MIVEC เป็นตัวเดียวกับใน OUTLANDER ที่เคยนำมาทดสอบก่อนหน้านี้ แต่รายละเอียดทางเทคนิคที่แตกต่างใน Space Wagon ชัดเจนที่สุด คือ มีแรงม้าสูงขึ้นอีก 5 ตัว แม้จะไม่มาก แต่เมื่อถูกวางใน Space Wagon ซึ่งขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า และรูปทรงที่เพรียวลมกว่า OUTLANDER จึงส่งผลต่ออัตราเร่งที่ดีขึ้นมากทีเดียว จากการจับอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. สามารถทำเวลาได้เพียง 13.57 วินาที ระบบ MIVEC ช่วยเพิ่มแรงบิด และเรียกกำลังใช้งานในรอบต่ำได้เป็นอย่างดี ส่วนรอบสูง การเพิ่มระยะยกวาล์ว สามารถเพิ่มปริมาตรอากาศในการประจุได้มากยิ่งขึ้น กำลังเครื่องยนต์จึงสูงขึ้น เมื่อเทียบกับต้นแบบใน รหัส 4G64 สำหรับระบบเกียร์ INVECS-II ก็จัดว่ายอดเยี่ยม พร้อมสนุกได้กับโหมด Sportronic อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสมน้ำสมเนื้อ แม้จะแบกน้ำหนักตัวที่หนักกว่า 1.6 ตัน แต่ก็มีอัตราการจิบอยู่เกือบ ๆ 10 กม/ลิตร ในการเดินทางด้วยระยะทางยาวกว่า 100 กม. ที่ความเร็วระหว่าง 120-140 กม./ชม.

     การบังคับควบคุม และการตอบสนองต่อพวงมาลัยของ Space Wagon ออกแบบเป็นระบบแร็ค แอนด์ พิเนี่ยน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรง เน้นความสบาย ผ่อนคลาย พวงมาลัยไม่ไวมากนัก มีรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 5.5 เมตร เท่านั้น และติดตั้ง Pressure Sensor เพื่อส่งสัญญาณไปยัง ECU เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับแก้การจ่ายเชื้อเพลิง ระบบรองรับน้ำหนัก เน้นความแข็งแรง และน้ำหนักเบา ซึ่งสามารถลดลงได้ถึง 30% หรือประมาณ 18 กก. เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม เปลี่ยนบู๊ชช่วงล่างใหม่ ใช้วัสดุที่มีความทนทานขึ้น แทนบู๊ชยางธรรมดา ชุดช่วงล่างติดตั้งกับคานขวาง Cross Member ทั้งแพ ก่อนที่จะยึดทั้งชุดเข้ากับตัวถัง จึงทำให้ความนิ่มนวลเพิ่มขึ้น และช่วยรักษามุมล้อได้อย่างคงที่ยิ่งขึ้น

     เมื่อนำ Space Wagon มาทดสอบสลาลอม ตัวรถที่ยาว 4,765 มม. กลับไม่เป็นอุปสรรคมากนัก แม้การออกแบบ และการเซ็ตช่วงล่าง จะเน้นความนุ่มนวลเป็นพิเศษ มีอาการโคลงบ้าง เนื่องจากจุดศูนย์ถ่วงของรถ MPV จะสูงกว่ารถนั่งทั่วไป แต่การควบคุมตัวรถให้ผ่านไพล่อนทั้งหมดไม่ยากนัก ด้วยความเร็วสูงสุดที่ทำได้ถึง 63 กม./ชม. ขณะที่ G Force เท่ากับ 0.923G ช่วงล่างตั้งใจออกแบบมาให้นั่งสบาย และสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่คับขันได้ดีพอสมควร

     เบรกเป็นหัวข้อสุดท้ายในการทดสอบ จากผลที่บันทึกไว้ ค่าแรงเบรกของ Space Wagon อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทำได้เกิน 0.9G ทุกย่านความเร็ว อย่างช่วง 100-0 กม./ชม. ใช้เวลาเบรกต่ำเพียง 2.83 วินาที ด้วยระยะทาง 37.4 เมตร และค่าแรงเบรก 0.947G ค่าที่ทำได้ถือว่าดีมาก ซึ่งระบบเบรกของ Space Wagon ใช้ระบบ ABS พร้อม EBD การจับของเบรกทำงานอย่างรวดเร็ว

SUMMARIZE

     ใครกำลังตัดสินใจมองหารถยนต์ MPV สปอร์ต หรูหรา มาใช้งานในครอบครัวอีกสักคัน MITSUBISHI Space Wagon GLS น่าสนใจที่สุดคันหนึ่งในตอนนี้ ทั้งด้านราคา และสิ่งที่ได้รับจากออปชั่นล้นคัน กับเงื่อนไขการรับประกัน และการปรับแผนด้านการบริการเพื่อความพึงพอใจของลูกค้าของ MITSUBISHI ที่เร่งสร้างภาพลักษณ์ในมาตรฐานใหม่ให้กับแบรนด์ แม้บางคนอาจมองว่า SPACE WAGON ยังไม่โดดเด่นเหนือคู่แข่งอย่าง ODESSEY โดยเฉพาะด้านความเชื่อมั่นในแบรนด์ แต่ราคาและคุณภาพที่ให้บนความคุ้มค่า จึงเห็น SPACE WAGON ตามท้องถนนได้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนใครชอบความแตกต่าง เตรียมตัวพบกับ SPACE WAGON RALLI ART ได้เร็ว ๆ นี้

Specifications Data : MITSUBISHI Space wagon GLS
  รุ่นปี 2004
  รหัสตัวถัง NA4W
  ผู้ผลิต
  ประเทศ THAILAND
  โรงงาน MITSUBISHI MOTORS (THAILAND) CO., LTD.
  ประเภทรถยนต์ อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง (MPV)
  ขนาดและน้ำหนักตัวรถ
  ความยาวตัวรถ (มม..) 4,765
  ความกว้างตัวรถ (มม..) 1,795
  ความสูงตัวรถ (มม..) 1,655
  ความยาวฐานล้อ หน้า-หลัง (มม..) 2,830
  ความกว้างฐานล้อ หน้า/หลัง (มม..) 1,550/1,555
  ความสูงใต้ท้อง (มม..) 155
  ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง (ลิตร) 65
  น้ำหนักตัวรถ (กก.) 1,625
  เครื่องยนต์
  แบบ 4 สูบแถวเรียงวางขวาง ขนาด 2.3 ลิตร
  รหัส 4G69 (MIVEC)
  กลไกการขับวาล์ว MIVEC SOHC-16VALVE (Cam profile switching) ขับวาล์วด้วยสายพาน 4 วาล์ว/สูบ ปรับตั้งวาล์วด้วยสกรู
  เสื้อสูบ/ฝาสูบ เหล็กหล่อ/อะลูมินัมอัลลอย
  ปริมาตรสุทธิ (ซี.ซี.) 2,378
  กระบอกสูบ x ระยะชัก (มม..) 87.0 x 100.0
  อัตราส่วนการอัด 9.5: 1
  ระบบเชื้อเพลิง หัวฉีดมัลติพอยต์ L-Jetronic (MPI-Mass flow)
  ควบคุมเครื่องยนต์ แบบ Close Loop Control (Dual MCC+UCC+O2 Sensor x4)
  กำลังสูงสุด(EEC-Net) 121 kW (165 PS) @ 6,000 rpm
  แรงบิดสูงสุด(EEC-Net) 217 N-m (22.1 kgf-m) @ 4,000 rpm
  ตัดรอบการทำงาน 6,700 rpm
  ลิ้นปีกผีเสื้อ ETV (DC Motor)
  ความเร็วสูงสุด 200 km/h (190km/h ข้อมูลจาก MITSUBISHI)
  น้ำมันเชื้อเพลิง 95 RON หรือสูงกว่า
  ระบบจุดระเบิด อิเล็กทรอนิกส์ไร้จานจ่าย (DLI) แบบไดเร็กคอยล์ของ Dimond
  ลำดับการจุดระเบิด 1-3-4-2
  ระบบส่งกำลัง
  แบบ ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า (2 FWD)
  เกียร์ อัตโนมัติ 4 จังหวะ ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ INVECS-II พร้อม Sport tronic
  ครั้ทช์ ทอร์คคอนเวอร์เตอร์
  รุ่นเกียร์ F4A4B
  อัตราทดเกียร์
  1. 2.842
  2. 1.529
  3. 1.000
  4. 0.712
  ถอยหลัง 2.480
  อัตราทดเฟืองท้าย 4.406
  ระบบบังคับเลี้ยว
  ชนิด แร็ค แอนด์ พิเนี่ยน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรง พร้อม Pressure Switch
  รัศมีวงเลี้ยว (เมตร) 5.5
  ระบบกันสะเทือน
  หน้า อิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง
  หลัง อิสระ เซมิ-เทลลิ่ง อาร์ม พร้อมเหล็กกันโคลง
  ระบบเบรค 4 ABS (4-Sensor 4-Channel) /EBD
  หน้า ดิสก์เบรก พร้อมช่องระบายความร้อน ขนาด 16 นิ้ว คาลิเปอร์ 2 pots
  หลัง ดิสก์เบรก ขนาด 16 นิ้ว คาลิเปอร์ 1 pots
  ระบบความปลอดภัย โครงสร้างตัวถังนิรภัย RISE BODY
  คานเหล็กกันกระแทกด้านข้าง
ระบบเบรก ABS พร้อมหน่วยกระจายแรงเบรก (EBD)
ถุงลมนิรภัยคู่หน้า (Dual-Airbags)ด้านข้าง และม่านนิรภัย
เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าแบบ 3 จุด ปรับระดับสูงต่ำได้พร้อมระบบดึงกลับอัตโนมัติ (Pre-Tensioner Seatbelts &Load Limiters)
เข็มขัดนิรภัยด้านหลัง 2 ที่นั่ง แบบ 3 จุด
กุณแจนิรภัย Immobilizer พร้อมรีโมทคอนโทรล
ไฟหน้าแบบ HID (High Intensity Discharge)
  วงล้อ และยาง กระทะอัลลอย ขนาด 16 นิ้ว จำนวน 4 วง
  ยาง ขนาด 215/60 R16
  ระบบปรับอากาศ
  สารทำความเย็น R134a
  ระบบไฟฟ้า
  แบตเตอรี่ 12V- 52AH (75D23L)
  อัลเตอร์เนเตอร์ MITSUBISHI 12V-110A
  มอเตอร์สตาร์ท MITSUBISHI 12V.-1.4kW
  หัวเทียน Iridium (เปลี่ยนทุก 90,000 กม.)
  มาตรฐานมลภาวะไอเสีย
  EURO STEP-2




 

เลขประจำตัวผู้เสียภาษี :
หมายเลขทะเบียนประกอบพาณิชย์อิเลคทรอนิกส์ :

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด Copyright 2004 Grandprix International Co.,Ltd. All Rights Reserved.